วางรากฐาน ‘การอ่าน’ ในเด็กให้มั่นคง ..ไม่เร่งอ่านก่อนวัย

เรียนเร็วไม่ได้แปลว่าดีกว่า

ขีดๆ เขียนๆ วาดลากเส้น แล้วจึงอ่าน

มนุษย์เราเริ่มจากพัฒนาภาษา ‘พูด’ ขึ้นก่อน จากนั้นผู้คนจะวาดภาพเพื่อสื่อสารความคิดของพวกเขา ตามด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น อักษรอียิปต์โบราณ ตัวอักษรนามธรรม จนมาถึงตัวอักษรสมัยใหม่ เมื่อมีภาษา ‘เขียน’ ผู้คนจึงเรียนรู้ที่จะ ‘อ่าน’

การเรียนรู้ไปตามลำดับขั้นที่เหมาะสมกับพัฒนาการของพวกเขา ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ

ขีดๆเขียนๆ วาดลากเส้นแล้วจึงอ่าน การอ่านเป็นเรื่องที่เด็กไทยถูกประเมินว่ามีศักยภาพที่ถดถอยมาตลอด แนวทางใดที่จะเป็นหนทางที่เด็กจะพัฒนาศักยภาพสิ่งนี้อย่างนามธรรม : มีแรงจูงใจที่อยากจะอ่าน ไปสู่รูปธรรม: การอ่านแบบวิเคราะห์ได้

สอดคล้องกับวิวัฒนาการภาษาและการอ่านของมนุษยชาติ

การศึกษาแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf Education)ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานสำหรับการอ่านในชั้นอนุบาล โดยใช้วิธีที่สอดคล้องกับวิวัฒนาการภาษาและการอ่านของมนุษยชาติตั้งแต่เริ่มแรก

มนุษย์เราเริ่มจากพัฒนาภาษา ‘พูด’ ขึ้นก่อน จากนั้นผู้คนจะวาดภาพเพื่อสื่อสารความคิดของพวกเขา ตามด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น อักษรอียิปต์โบราณ ตัวอักษรนามธรรม จนมาถึงตัวอักษรสมัยใหม่ เมื่อมีภาษา ‘เขียน’ ผู้คนจึงเรียนรู้ที่จะ ‘อ่าน’ ดังนั้นการเรียนรู้ไปตามลำดับขั้นที่เหมาะสมกับพัฒนาการของพวกเขา ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ

1. ความสำคัญของคำพูด

ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 7 ขวบ จุดเน้นอยู่ที่ ‘คำพูด’

อรรถรสของภาษานี้จะเอื้อให้เด็กมีความรุ่มรวยในถ้อยคำเมื่อถึงเวลาที่เขาเรียนรู้การเขียนและสะกดคำ

ในช่วงชั้นอนุบาล หลักสูตรจะเน้นที่บทกวีและนิทาน เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ นิทานพื้นบ้าน และเทพนิยาย ครูเป็น “นักเล่าเรื่อง” และระวังอย่า “ลดความสละสลวย” หรือทำให้ภาษาในนิทานเรียบง่ายลง ครูควรใช้คำพูดที่ชัดเจนและออกเสียงอย่างถูกต้องเนื่องจากการดื่มด่ำกับวรรณกรรมนี้เป็นพื้นฐานของการอ่านออกเขียนได้ อรรถรสของภาษานี้จะเอื้อให้เด็กมีความรุ่มรวยในถ้อยคำเมื่อถึงเวลาที่เขาเรียนรู้การเขียนและสะกดคำ

2. การทำซ้ำ ช่วยให้คงอยู่

การทำซ้ำช่วยพัฒนาสมองของเด็ก การเชื่อมต่อของทางเดินประสาทหลายพันล้านเส้นในสมองมีความเข้มแข็งขึ้นผ่านประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การทำซ้ำลำดับกิจกรรมและเรื่องราวเดียวกันในกิจกรรมวงกลมประจำวัน เป็นเวลาหลายสัปดาห์ต่อครั้ง

การทำซ้ำลำดับกิจกรรมและเรื่องราวเดียวกันในกิจกรรมวงกลมประจำวัน* เป็นเวลาหลายสัปดาห์ต่อครั้ง เด็กๆ เรียนรู้เรื่องราว เพลง และบทกลอนเหล่านี้ “ด้วยใจ”

ดร.รูดอล์ฟ สไตน์เนอร์ ผู้ก่อตั้งการศึกษาวอลดอร์ฟ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำซ้ำ เมื่อเขาพัฒนาโรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรกในเยอรมนีในช่วงทศวรรษ 1920 การวิจัยสมองในปัจจุบันยืนยันว่า การทำซ้ำช่วยพัฒนาสมองของเด็ก การเชื่อมต่อของทางเดินประสาทหลายพันล้านเส้นในสมองมีความเข้มแข็งขึ้นผ่านประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

3. การเขียน เริ่มต้นแบบองค์รวม

ตัวอักษรแต่ละตัวจะถูกนำเสนอเป็นภาพที่แสดงถึงองค์ประกอบจากเรื่องราวที่เด็กๆ เล่า ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจได้ยินเรื่องราวของอัศวินในภารกิจที่ต้องข้ามภูเขาและหุบเขา และจากนั้นเข้าใจการวาดภาพที่แสดงถึงตัวอักษรในเรื่องราวนั้น เช่น

การวาด “M” เพื่อแสดงภูเขา-Mountain ที่อยู่สองข้างของ “V” ที่แทนหุบเขา-Valley

ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนวอลดอร์ฟ เน้นให้เด็กเข้าใจตัวอักษรผ่านรูปแบบจินตนาการและเป็นภาพ โดยที่ไม่ต้องใช้การเรียนรู้ผ่านแผ่นงานที่สำเร็จรูปที่พิมพ์ขึ้นมา ตัวอักษรแต่ละตัวจะถูกนำเสนอเป็นภาพที่แสดงถึงองค์ประกอบจากเรื่องราวที่เด็กๆ เล่า ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจได้ยินเรื่องราวของอัศวินในภารกิจที่ต้องข้ามภูเขาและหุบเขา และจากนั้นเข้าใจการวาดภาพที่แสดงถึงตัวอักษรในเรื่องราวนั้น เช่น การวาด “M” เพื่อแสดงภูเขา-Mountain ที่อยู่สองข้างของ “V” ที่แทนหุบเขา-Valley

วิธีการนี้ช่วยให้เด็กสร้างความสัมพันธ์ที่มีชีวิตกับแต่ละตัวอักษร แทนที่จะมุ่งตรงไปที่ตัวอักษรที่เป็นนามธรรมโดยตรง ‘รูปภาพ’ ที่สร้างขึ้นเหล่านี้เป็นเหมือนสะพานสายรุ้งที่เชื่อมระหว่างความคิดเชิงภาพของเด็กกับการคิดเชิงนามธรรมของผู้ใหญ่

เขียนหนังสือบทเรียนหลักด้วยตัวเอง
เริ่มต้นการอ่าน โดยการอ่านข้อความของตัวเอง

หลังจากเรียนรู้ตัวอักษรทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคัดลอกงานเขียนของครูลงใน ‘หนังสือบทเรียนหลัก’ อันสวยงามที่เด็กๆ ทำขึ้นเอง ประโยคและเรื่องราวที่เขียนขึ้นในช่วงแรกเหล่านี้มาจากประสบการณ์ของเด็กเอง และเริ่มต้นการ ‘อ่าน’ โดยการอ่านข้อความของตัวเอง

ซึ่งจะเห็นความก้าวหน้าของเด็กได้เมื่อครูเขียนบทกวีที่เด็กๆ รู้จักขึ้นใจกันดีอยู่แล้วบนกระดาน จากการจดจำเสียงและคำศัพท์ที่คุ้นเคยอย่างสนุกสนาน พวกเขาจะเริ่ม ‘อ่าน’ และเขียนลงในหนังสือของพวกเขาเอง

4. การอ่าน เริ่มต้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เหมือนกับการที่เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะพูดภาษาได้เองภายในวัยสามขวบโดยไม่ต้องมีบทเรียน ไม่มีการทำแบบฝึกหัดหรือเปิดพจนานุกรม ดังนั้นเด็กจะเรียนรู้การอ่านเป็นไปตามธรรมชาติเมื่อพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาษาพูดและเขียน และได้รับเครื่องมือและทักษะที่จำเป็น

การเรียนรู้การอ่านเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งมักเริ่มต้นในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และดำเนินไปจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจว่า ‘การอ่าน’ ต้องการทักษะในการถอดรหัสที่พัฒนาขึ้นในช่วงอายุที่แตกต่างกัน ในการศึกษาวอลดอร์ฟ เรารับรู้ว่าการเรียนรู้การอ่านจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติตามเวลาของมันเองสำหรับส่วนใหญ่ของเด็กเมื่อได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม

เหมือนกับที่เด็กปกติและมีสุขภาพแข็งแรงจะเรียนรู้ที่จะเดินโดยไม่ต้องสอน และเหมือนกับการที่เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะพูดภาษาได้เองภายในวัยสามขวบโดยไม่ต้องมีบทเรียน ไม่มีการทำแบบฝึกหัดหรือเปิดพจนานุกรม ดังนั้นเด็กจะเรียนรู้การอ่านเป็นไปตามธรรมชาติเมื่อพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาษาพูดและเขียน และได้รับเครื่องมือและทักษะที่จำเป็น

5. หนังสือคลาสสิก เพิ่มคลังคำศัพท์

วรรณกรรมที่เขียนได้ดีและเหมาะสมกับช่วงวัย จะช่วยเพิ่มความหลงใหลในการอ่านอยู่เสมอ

เมื่อนักเรียนอ่านได้เป็นอย่างดีแล้ว วรรณกรรมที่เขียนได้ดีและเหมาะสมกับช่วงวัยจะช่วยเพิ่มความหลงใหลในการอ่านอยู่เสมอ

6. หลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการผลักดันการอ่านเร็วกว่าวัย

มีการวิจัยมากมายได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านลบของการผลักดัน “วิชาการ” ในวัยที่เร็วเกินไป

การบังคับเด็กให้อ่านก่อนวัยมักทำให้ความมั่นใจของเขาลดลงและความหลงใหลในหนังสือลดลง วิจัยนี้ชี้ชัดว่าวัยอนุบาลและก่อนเข้าชั้นประถมศึกษาควรเน้นกิจกรรมที่เหมาะสมตามอายุ เช่น เล่น เรียนรู้และสร้างสังคม

ฟินแลนด์เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้ และเป็นมาตรฐานการศึกษาทั่วโลก โดยทั่วไปจะไม่ได้เริ่มเรียนในชั้นอนุบาลจนถึงอายุ 6 ปี ในชั้นอนุบาลมุ่งเน้นเฉพาะการเล่นและการเข้าสังคม ไม่มีการอ่านหรือเขียน อีกทั้ง วันเรียนของเด็กจะไม่เกิน 4 ชั่วโมง

มีการวิจัยมากมายได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านลบของการผลักดัน “วิชาการ” เช่นการอ่าน ในวัยที่เร็วเกินไป การบังคับเด็กให้อ่านก่อนวัยมักทำให้ความมั่นใจของเขาลดลงและความหลงใหลในหนังสือลดลง วิจัยนี้ชี้ชัดว่าวัยอนุบาลและก่อนเข้าชั้นประถมศึกษาควรเน้นกิจกรรมที่เหมาะสมตามอายุ เช่น เล่น เรียนรู้และสร้างสังคม ฟินแลนด์เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้ และเป็นมาตรฐานการศึกษาทั่วโลก โดยทั่วไปจะไม่ได้เริ่มเรียนในชั้นอนุบาลจนถึงอายุ 6 ปี ในชั้นอนุบาลมุ่งเน้นเฉพาะการเล่นและการเข้าสังคม ไม่มีการอ่านหรือเขียน อีกทั้ง วันเรียนของเด็กจะไม่เกิน 4 ชั่วโมง

อนุบาล สร้างรากฐานการอ่าน

แนวทางการเรียนการสอนของวอลดอร์ฟเริ่มสร้างรากฐานการอ่านตั้งแต่ชั้นอนุบาล อย่างไรก็ตาม การอ่านจะไม่ถูกเร่งให้มาก่อนการเรียน ‘การเขียน’ และนักเรียนในแนวทางนี้โดยทั่วไปจะอ่านได้ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าระดับมาตรฐานของรัฐบาล และมีภาวะความเข้าใจที่ดีและพร้อมเรียนรู้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เด็กที่พร้อมที่จะเรียนรู้การอ่านจะสามารถรักษาความหลงใหลในเรื่องราวและความรักในการอ่านต่อไปในช่วงอายุที่มากขึ้น

เด็กที่พร้อมที่จะเรียนรู้การอ่านจะสามารถรักษาความหลงใหลในเรื่องราวและความรักในการอ่านต่อไปในช่วงอายุที่มากขึ้น

ขอบคุณจากหัวใจ

ขีดๆ เขียนๆ วาดลากเส้น แล้วจึงอ่าน, เพจ ศิลปะด้านใน

เนื้อหาอ้างอิงจาก Nelson Waldorf School, http://www.waldorftoday.com/…/7-benefits-of-waldorfs…/

โพสต์ที่เล่าถึง กิจกรรมวงกลม -Morning Circle

ภาพประกอบ : สุพิชฌาย์ เอี่ยมดิลกวงศ์