กิจกรรมศิลปะ ระบายสี ☁️

เวลาเรามองไปที่ท้องฟ้า เราไม่เคยเห็นสีถูกคุมขังเลย เราไม่เคยเห็นสีถูกกรอบเลยในท้องฟ้า เด็กไม่ได้เห็นกรอบ เราจึงยังไม่พูดถึงการสร้างกรอบให้เด็ก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กๆ มาก

‘ศิลปะ’ ไม่ได้มองเป็นวิชา แต่เป็นแง่มุมของสุนทรียะ

พอเราไม่ได้มองศิลปะในฐานของวิชา เราจึงมองทุกอย่างจึงเป็นศิลปะ

เด็กๆ ทุกคน ให้ศิลปะพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ

พอเราไม่ได้มองศิลปะในฐานของวิชา เราจึงมองทุกอย่างจึงเป็นศิลปะ

ไม่ใช่แค่การระบายสี ที่เป็นศิลปะ
การทำขนม ก็มีความเป็นศิลปะ
เด็กช่วยกันเก็บของเล่น ก็เป็นศิลปะ
การทานข้าว การสวดมนต์ การร้องเพลง ชีวิตทั้งหมดเป็นแง่มุมของสุนทรียะ

ถ้าเราเดินออกจากภาพของวิชา เราก็จะค้นพบอีกพื้นที่หนึ่ง ที่พาเด็กๆ เดินทางไปกับโลกของความงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

มอบโลกแห่งความงาม ให้กับเด็ก

ในโลกทุกวันนี้ เราจะเห็นว่า มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ไหลเทเข้าสู่ตัวของเด็กได้ ไหลเทนั้นหมายถึงประทับเข้ามาหรือวิ่งเข้ามาได้ เพราะฉะนั้นในการศึกษาที่ต้องดูหรือพื้นที่ของที่บ้าน เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่ไหลเทหรือประทับเข้ามาในตัวของเด็กเป็นแง่มุมของความงามด้วย เพราะถ้าเราไม่กลั่นกรองเลย ก็แสดงว่า เราจะให้ลูกเจออะไรก็ได้ ถูกไหม ถ้างั้นก็ปล่อยไปเจอใครก็ได้ ไปอยู่ตรงไหนก็ได้ จะเสพสื่อแค่ไหนก็ได้ หากว่าเรามีแง่มุมแบบนั้น

แต่การศึกษาที่ส่งเสริมให้เด็กพบกับความงาม ในเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น สิ่งต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะ ทั้งหมดนี้เป็นแง่มุมสำคัญที่ช่วยให้เด็กเกิดการก่อร่างสำหรับลูกหลานตัวเล็กๆ การขยายตัวของเด็กหรือการยืดสรีระในแต่ละวัน รวมถึงการพัฒนาทางด้านใน นั่นคือการก่อร่างของเด็ก ซึ่งการก่อร่างเป็นไปทุกขณะ ลูกเราตอนอนุบาล 1 กับตอน ป.1 เปลี่ยนไปเยอะเลยในด้านกาย แล้วสักพักแขนขายืดก็เปลี่ยนไปอีก แต่การขยายนี้ไม่ใช่แค่ทางร่างกาย แต่ได้ขยายทางด้านจิตวิญญาณและพลังชีวิตด้วย

พลังชีวิต

เด็กจะไม่สามารถขยายร่างกายไปใน 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน ไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่รักษาพลังชีวิตของเด็กไว้ เปรียบเทียบง่ายๆ เด็กปกติมีพัฒนาการทางด้านร่างกายเป็นไปตามขั้นตอนเลย แต่หากเด็กป่วยขึ้นมา ป่วยทางกายแล้วต้องไปนอนโรงพยาบาล เวลาไปเยี่ยมเราจะเห็นตั้งแต่สีผิว ริมฝีปาก เห็นความรู้สึกทางข้างในว่า เด็กคนนี้พลังงานทางด้านชีวิตไม่ค่อยเท่ากับเด็กที่อยู่ในระบบการเรียนรู้ปกติที่ได้เล่น

และยังมีเด็กหลายคน ที่ครูเคยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ชีวิตของเขาไม่ได้เป็นเหมือนเด็กปกติ บางคนเคยถูกล่ามโซ่ เมื่อเด็กถูกล่าม แสดงว่า ร่างกายเขาไม่ได้รับการเคลื่อนที่เคลื่อนไหว เด็กไม่ได้ถูกคุมขังเพียงร่างกาย แต่ยังถูกคุมขังไปถึงจิตวิญญาณด้วย ถ้าเด็กคนนี้วาดรูป เขาจะวาดแบบหนึ่งทันที

พลังชีวิตที่ส่งเสริมให้ร่างกายพัฒนา ร่างกายนั้นมุมกว้างมาก ไปถึงสมอง ไปถึงทุกอย่างที่เป็นองคพยพของร่างกายต้องอาศัยพลังงานทางด้านชีวิต ซึ่งศิลปะหนึ่งที่สามารถส่งเสริมพลังชีวิตในจุดนี้ได้ดี คือ การระบายสี

ท้องฟ้า

หากเรามองดูท้องฟ้า เราไม่เคยเห็นสีถูกคุมขังเลย เราไม่เคยเห็นสีถูกกรอบเลยในท้องฟ้า เด็กไม่ได้เห็นกรอบ เราจึงยังไม่พูดถึงการสร้างกรอบให้เด็ก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กๆ มาก เด็กคนหนึ่งเวลาเติบโตขึ้นไปจะมีสภาวะที่ขยายออก และจะขยายไปจนถึงอายุ 35 ปี หลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป คือ เมื่อเราเห็นเด็กคนหนึ่ง เราจะประเมินไม่ออกว่า เด็กคนนี้จะสูง จะรูปร่างผอม กลม หรือเจ้าเนื้อ แต่พอหลัง 35 เราจะเห็นสรีระของผู้สูงวัยค่อยๆ ฟอร์ม (น่าจะหมายถึง หดลง)

ระบายสี (Painting)

หมายถึง เรามีความสามารถในการทำเชิงระนาบ คือ เป็นพื้นผิวขนาดใหญ่ โดยที่เรายังไม่ได้วาดกรอบแล้วใส่สีเข้าไปในกรอบ ซึ่งการทำแบบนี้เรียกว่า ‘Colouring’ หรือการลงสี ส่วนสิ่งที่เราทำนั้นเป็นการระบายสีที่ส่งผลกับเด็ก ซึ่งโยงอยู่กับคำว่า ‘Painting’ จะไม่ได้ใส่กรอบแล้วลงสี หรือลงสีตามช่อง

สัณฐานของความเป็นมนุษย์มีการขยายอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าเราส่งเสริมให้เด็กขยายออกทางด้านในด้วย หมายถึง ส่งเสริมให้มีอิสรภาพ ยังไม่ใส่กรอบ เด็กจะทำงานกับด้านในได้อย่างดี พลังชีวิตของเด็ก หรือระบบสุขภาพ รวมถึงการหายใจจะเป็นไปได้ดี จึงเป็นที่มาของระบายสีอิสระ ไม่ระบายสีในกรอบ และยังไม่ตั้งโจทย์ให้

Will : เจตจำนง

ในการศึกษาของเด็ก 7 ปีแรก เราจำเป็นต้องให้เด็กระบายสีในแนวทางนี้ โดยยังไม่ตั้งโจทย์ให้กับเด็ก หากเราพูดถึงเด็กน้อยคนหนึ่ง

  • สิ่งสำคัญที่สุดของเด็ก 0-7 ปี คือ พลังชีวิต หรือ Will ซึ่งหมายถึงเจตจำนง คือ เด็กมีความมุ่งมั่นในการลงมือทำ
  • เด็ก 7-14 ปี จะย้ายฐานไปที่ความรู้สึกเป็นสำคัญ (Feeling)
  • เด็ก 14-21 ปี จะย้ายฐานไปที่ความคิดเป็นสำคัญ (Thinking)

เด็ก 7 ปีแรก เขาลงมือทำ ย้อนกลับไปภาพที่ครูนั่งเก้าอี้
มีเด็กที่เดินเข้ามาทำศิลปะ บนโต๊ะมีสี มีกระดาษ มีแก้วน้ำวางอยู่ ครูหันออกไปนิดเดียว เด็กเริ่มหยิบพู่กัน ลงมือทำแล้ว อันนี้คือ Will ของเด็ก

เด็กอีกคน นั่งมองหน้า แล้วถามว่า จะให้หนูวาดอะไร (เขาไม่รู้ว่าจะวาดอะไร)

จะเห็นได้ว่า เด็กสองคนนี้คนละขั้วเลย เด็กคนหนึ่งมี will ส่วนเด็กอีกคนหนึ่ง will ไม่ได้ผุดขึ้นมา มีแต่ความว่างเปล่า

Will ของเด็กสดใหม่

เด็กอีกคนนั่งลง แขนข้างหนึ่งวางเท้าไว้บนโต๊ะ มืออีกข้างหนึ่งถือพู่กันทัดขมับ บ่งบอกว่า เด็กคนนี้ใช้ความคิด ซึ่งเด็กอนุบาลส่วนหนึ่งก็เป็นแบบนี้ เพราะอาจจะมาจากการเลี้ยงดู อาจจะมาจากการศึกษาที่ตั้งโจทย์มาแล้ว แต่ will เป็นธรรมชาติพื้นฐานของเด็ก ที่อนุบาลแห่งนี้เมื่อคุณครูอนุบาลเปิดประตูห้องปุ๊บ เด็กวิ่งไปที่สนาม โดยที่เดี๋ยวจะไปเจออะไรสักอย่าง พอมีกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งผ่าน ก็อยากจะไปเล่นกับกระต่าย มันเป็นประสบการณ์แบบสดมากในการทำงานกับ will โดยที่ไม่ต้องวางแผนว่า ฉันเจอกระต่าย เดี๋ยวฉันจะต้องเอากระต่ายไปเจอกับกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง มันไม่ต้องวางแผนขนาดนั้น ในการระบายสีนี้เป็นเรื่องเดียวกัน คือ ใช้ will ทำงานเป็นหลักใน 7 ปีแรก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ใช้ความรู้สึกเลย แต่หมายถึง will ยังชัดมากสำหรับเด็ก 7 ปีแรก

พาระบายสี แบบกระดาษหมาด

[ นาทีที่ 16:48 ]

ในคลิปมีรายละเอียดมากมายชวนดูตาม ในนี้จะแจงเพียงบางส่วนเพื่อให้ทวนได้ง่ายขึ้น

การระบายสีนี้ เราไม่ได้พูดถึง ‘ผลลัพธ์’ /product เรากำลังพูดถึง ‘กระบวนการ’ /process สิ่งที่เราให้ความสำคัญกับการระบายสี คือ กระบวนการ

กระบวนการเริ่มที่

  • การจัดอุปกรณ์ เช่น
    • พู่กันหัวแบนเบอร์ 18 หรือ 20 (ใช้พู่กันแบน เพราะเราจะระบายสี ซึ่งเป็นแนวระนาบ)
    • สี
    • กระดาษ
    • แก้วน้ำสะอาด สำหรับล้างพู่กัน
    • ฟองน้ำ
    • ผ้า ซับกระดาษ
    • กระดาษทิชชู่ซับพู่กัน

ทำตามหรือเลียนแบบ : Imitate

ตอนที่ครูพาทำ จะไม่พูดเลย ทุกคนได้เลียนแบบ ทำตามอย่างสงบมากเลย บรรยากาศสงบมาก แต่ถ้าครูพูดเยอะ บรรยากาศของห้องก็จะเป็นอีกแบบ บรรยากาศของที่บ้านหากเราอยากให้มีความสงบแบบเมื่อสักครู่ จึงจะต้องลดสิ่งที่เป็นคำสั่ง สิ่งที่เป็นคำพูดออกจากกระบวนการ

วิธีกระดาษหมาด ต้องการ ‘ข้างในของเด็ก’ ในการเชื่อมโยงสี (ถ้ากระดาษเปียกและใช้สีโชคๆ ไม่ได้ใช้ตัวเด็กพาสีเคลื่อนไป แต่กระดาษเปียกเป็นตัวพาสีเคลื่อน) ต้องการข้างในของเด็ก วีธีนี้เราจึงไม่เอนกระดาน เราจะใช้พู่กันและหัวใจของเด็ก มือของเด็กจะเดินทางไปอย่างไรมาจากข้างใน ความกังวลของเด็กเป็นอย่างไรก็จะออกมาที่พู่กัน ความสบายใจของเด็ก โลกแห่งเสรีภาพ โลกแห่งอิสรภาพเป็นอย่างไร ก็จะส่งไปที่พู่กันเสมอ เพราะพู่กัน มือ จะเชื่อมโยงกับทุกๆ อวัยวะในร่างกาย

การเตรียมกระดาษหมาด

เราต้องการให้กระดาษหมาด ถ้ากระดาษเปียกจะสะท้อนน้ำสะท้อนแสงมาที่ตา แต่ถ้าหมาดความมันวาวก็จะน้อยลง ซึ่งเราสังเกตเห็นได้ ซับกระดาษ แต่ไม่ถึงกับทำให้แห้งไปเลย กระดาษที่หมาดจะทำให้ระบายง่ายกว่ากระดาษแห้ง

ให้ระบายสี 2 รูป

  1. ระบายสีที่มีรูปทรง (Figure exercise) ซึ่งหมายถึง จะมีสิ่งของ คน บ้าน ต้นไม้ ก้อนเมฆ ก็ได้ และสังเกตตัวเราดูว่า พอเราวาดรูปที่มีรูปร่างรูปทรง (figure) เราเป็นอย่างไร มันทำงานกับร่างกายเราอย่างไรบ้าง เก็บไว้ในใจก่อน
  2. รูปที่ไร้รูปร่างรูปทรง (Non figure exercise) นั่นหมายถึง ไม่มีต้นไม้ ไม่มีภูเขา ไม่มีเด็ก ไม่มีบ้าน ไม่มีสิ่งต่างๆ ที่มีรูปร่างรูปทรง ไม่มีดวงอาทิตย์ด้วย ลองดูว่า ข้างในของเราเป็นอย่างไร
    • Free อิสระ เน้นคำว่า ระนาบ ไม่ได้เป็นเส้น

ทำงานอย่างสังเกต ฟังคำแนะนำ และลองทำตามดู

เมื่อเราสังเกตตัวเราว่า ‘เราเป็นอย่างไร’ มันเป็นการเรียนรู้ไปที่ สิ่งที่เกิดขึ้น (Element) ไม่ใช่ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ เราเดินออกจากมุมนั้น

หลังจากวาดแต่ละรูปเสร็จ ครูถามว่า

  • การวาดแบบ figure มันได้ให้อะไรกับเรา 1 คำหรือ 1 ประโยคก็ได้
  • การวาดแบบ non-figure มันได้ให้อะไรกับเรา 1 คำหรือ 1 ประโยคก็ได้

หลายๆ คน เวลามาระบายสีหรือมาวาดรูป ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะกลัว หรือกังวลเล็กน้อย

สีน้ำ กระดาษหมาด – ธาตุน้ำ

สีน้ำใช้น้ำทำละลาย ใช้กระดาษที่หมาด เราเรียกว่า ธาตุน้ำ ซึ่งน้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในมนุษย์ เลือดและน้ำหมุนเวียนอยู่ในร่างกาย มันหมุนเวียน เพราะมันไม่ได้อยู่นิ่ง เลือดไหลเวียนอยู่ตลอด น้ำนั้นไม่ได้อยู่นิ่ง มีการเคลื่อนไหวอยู่ในตัวเอง ร่างกายของเด็กทำงานแบบนี้ตลอด ผู้ใหญ่ก็เช่นกัน แต่ถ้ารูปออกมาแล้วเหมือนว่ามันขยับไม่ได้ แสดงว่า มันจะต้องมีจุดใดจุดหนึ่งที่เราต้องเฝ้าดูต่อไปว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมรูปมันถึง fix อยู่ขนาดนี้ หรือหนักมากในรูป ในธรรมชาติของมนุษย์มีธาตุน้ำ มีธาตุดิน การระบายสีพาไปถึงธาตุเหล่านั้น

ลม พอดูไปที่รูป จะเห็นได้ว่า รูปนี้อยู่นิ่งหรือมีการเคลื่อนไหวในรูป การเคลื่อนไหวในรูปมาจากสองสันนิษฐาน คือ น้ำ และลม คือ มีอากาศอยู่ในนี้ บางรูปไม่มีนะ และในรูปจะเห็นได้ว่า มีความอบอุ่น ซึ่งก็คือ ธาตุไฟ ไฟนี้ไม่ได้หมายถึงเปลวไฟ แต่หมายถึงความอบอุ่น เพราะฉะนั้นในภาพวาดของเด็กๆ ส่วนใหญ่จึงมาดวงอาทิตย์ (ใน Drawings) ในภาพวาดของเด็กส่วนใหญ่จึงสัมพันธ์กับสีแดงหรือสีออก magenta คือ ชมพูม่วง เพราะมันเป็นความอบอุ่น ความสัมพันธ์ของแม่ลูก สิ่งต่างๆ ที่ยังปรากฎอยู่ในบ้าน เด็กที่วาดรูปแล้วธาตุไฟหายไป ครูอนุบาลและนักบำบัดจะต้องเห็น และเฝ้าดูว่า เอ๊ะ มันมีมุมมองอะไรต่อไปได้อีก นี่คือการมองอย่างเป็นองค์รวม

คำถาม

ทำไมต้องใช้พู่กันอันเดียว

พู่กันเบอร์ 18 หรือ 20 นั้นทำงานกับระนาบ (ดูคลิปในช่วงแรกประกอบว่าระนาบคืออะไร) แต่ถ้าจะวาดรูปที่เป็นรูปร่างรูปทรง (figure) พู่กันอันเล็กจะมาช่วยทำงานได้ดียิ่งขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็น เพราะว่าเราเน้นระนาบอยู่ เรายังไม่เติมตัวละครใดๆ ลงมา เพราะว่าแค่ระนาบนี้ เด็กบางคนพูดถึงรูปต่อ บางคนเล่าเป็นเรื่องเลย ครูอนุบาลได้ยินบ่อย แต่เด็กบางคนไม่พูดก็มี ซึ่งเราไม่จำเป็นจะต้องชวนเด็กพูดต่อ เด็กบางคนอยากพูดถึงรูปของเขาต่อ เด็กบางคนพูดด้วยระบายด้วยก็มี แค่เล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ปรากฎขึ้น ภาพของเด็กบางทีก็บอกแล้วว่าตรงนี้เป็นแม่ของเขา โดยที่ไม่ต้องวาดผมยาวๆ ใส่กระโปรง ก็เลยไม่ได้ใช้พู่กันในแบบนั้นเข้ามาช่วย แต่เราต้องการให้พลังของสีดึงการทำงานและโน้มนำไปสู่ figure เอง คือ พลังของสีมีพลังมากกว่า figure การที่เราวาดรูปในวัยเด็กแล้วสีบางสีปรากฎออกมา เขาจะแทนความรู้สึกไปกับสิ่งๆ นั้นได้เองในจินตภาพของเขา หากเขาอยากจะเชื่อมโยงนะ แต่เด็กบางคนก็ไม่ได้เชื่อมโยงอะไร เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นที่เราจะวาด figure ดังนั้นพู่กันหัวเล็กเลยยังไม่มา โดยพู่กันหัวเล็กจะมาในระดับ ป.1 ป.2 เมื่อเขาต้องวาดอะไรที่มีรายละเอียดขึ้นไป

พ่อแม่จะอ่านภาพของลูกอย่างไร

จริงๆ แล้วมีคอร์สที่ลึกลงไป สำหรับกิจกรรมระยะสั้นๆ นี้ยังไม่พอที่จะเข้าใจทั้งหมดที่ได้พูดไป เมื่อสองปีก่อนทำคอร์ส Art for parents พาพ่อแม่ทำศิลปะ แต่เล่าให้ฟังได้ว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ ครูจะพยายามให้ ‘เราเคารพเด็ก’ นี่คือเป้าหมายของครูเลย เราไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจในแบบที่ครูอนุบาลหรือนักบำบัดเข้าใจ แต่สิ่งที่วันนี้ทุกคนได้ทำ ทุกคนจะเห็นว่า รูปมี space (พื้นที่) ของตัวเองอยู่ นี่คือเรื่องราวของชีวิตของเราด้วย เป็นความสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่เราอยากจะเอามาใส่ไว้ในมุมด้านซ้ายด้านขวา แต่ถ้าครูมาบอกว่า ตรงนี้ไม่ใช่นะ แล้วเอาพู่กันมาเปลี่ยน บางคนจะรู้สึกมากเลย อาจจะเด้งตัวแล้วมองหน้าครูเลยว่า ทำไมถึงทำแบบนี้

เด็กมีอิสรภาพในการทำงานศิลปะของตัวเขาเอง คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่เตรียมงาน และชวนเขาเก็บ และสำรวจดูโต๊ะตอนสุดท้าย อาจจะชื่นชมได้ เช่น “วันนี้หนูทำงานได้นานมากเลยนะเนี่ย” (สำหรับเด็ก 15 นาทีีคือเยอะมากแล้ว) “วันนี้สีแดงสวยมากเลย แม่ชอบ” นี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้เลย แต่การจะเข้าใจว่าสีนี้คืออะไร มันจะต้องเรียนต่อไปอีก

การทำงานศิลปะทำให้เราเข้าใจโลกของลูก เพราะเราจะเข้าใจว่า ‘นี่คือโลกของลูก’ ไม่ใช่โลกของพ่อแม่ แต่พ่อแม่หลายคนบอก “ทำไมไม่วาดแบบนี้ล่ะลูก” “ทำไมไม่มีคนล่ะลูก” “ทำไมไม่มีต้นไม้ล่ะ” แบบนี้จบโลกของลูกเลย ไม่ควรทำ เราจำเป็นจะต้องเข้าใจ และเคารพว่า มันคือ space ของเขา เด็กกำลังทำงานกับระนาบ ซึ่งหมายถึง ‘ลอย’ ‘ลอง’ ‘ไม่รู้’ ‘อิสระ’ ‘กว้าง’ ‘ไม่มีขอบเขต’ ‘ยืดหยุ่น ‘เปลี่ยนแปลง’ ‘วาง’ (เหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่สะท้อนจากการทำงานกับระนาบเมื่อสักครู่) แต่พ่อแม่พาอดีตของตัวเองมา อันอดีตของพ่อแม่นั้นเป็น figure

การที่พ่อแม่พาอดีตของตัวเองเข้ามาในรูปของเด็กเพราะบางทีมันเป็นบางอย่างของเราที่อยากจะเติมเข้าไปในรูปเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราบอกว่า อันนี้คือขอบเขตของลูกของเรา เราเพียงปล่อยให้เขาได้ทำงานให้สำเร็จ ล้างพู่กัน วาง โอ้โห แทบจะปรบมือเลย นี่คือประสบความสำเร็จแล้ว สำหรับเด็กอนุบาลที่ระบายสีได้เต็มแผ่น เมื่อเทียบกับโลกปัจจุบันที่มีมือถือมาดึงความตั้งใจออกไปเยอะเลย

ภายใน 20 นาที ถ้าสียังสะอาด เขาจุ่มพู่กันและล้างได้ทุกครั้ง เป็นตัวชี้วัดได้เลยว่า ลูกคุณจดจ่อในระดับแค่ไหน แต่ถ้าทุกอย่างละเลง กระดาษทะลุ เราก็ต้องค่อยๆ ปรับใหม่ “เรามาเริ่มใหม่กัน อีกทีหนึ่ง”

เพราะฉะนั้นขอบเขตของผู้ใหญ่กับเด็กจึงแตกต่างกัน

วันนี้ชวนมาเป็นเด็ก เพื่อเราจะได้รู้พื้นที่ของพวกเขาด้วย

หากที่ผ่านมาได้เข้าไปแล้ว จะทำอย่างไร

สำหรับใครที่ผ่านมา มีแง่มุมบางอย่างที่เข้าไปแล้ว จะทำอย่างไร ก็ลองปรับดู วันนี้เรามาเพื่อช่วยให้พวกเราตระหนักว่า พื้นที่ของเด็กยังมีนะ มีถึง 7 ปีเลย ‘ความเป็นอิสระ’

ใช้ใบไม้ทาสี ครูมีแง่มุมอย่างไร

การใช้ใบไม้ ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาทาสี หรือมือเราเอง ทาสีแล้วก็แปะลงบนกระดาษ ถือเป็นอดีตของผู้ใหญ่ไหม

ครูตอบว่า ครูไม่ได้ห้ามนะ เราสร้างสรรค์ได้ อยากจะเอาใบไม้ที่มีรูปร่างต่างๆ มาทำ ถือว่าเราก็เล่นกับสีสันได้ แต่ถ้าจะระบายสี ขอให้เราดูแลเส้นทางของเด็ก อย่าเพิ่งนำรูปทรงที่แน่ชัดเข้ามาในรูป ที่อนุบาลแห่งนี้ทุกวันพฤหัสเด็กจะค่อยๆ มาระบาย ครูจัดโต๊ะไว้ในห้อง ครูเคยมาฝึกงานที่นี่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ครูไม่เคยต้องบอกเลยว่า วันนี้จะต้องวาดรูปอะไร เพราะทุกคนมากับเจตจำนง ซึ่งเป็นคำที่หนักแน่น มันมีอะไรอยู่ในเรื่องราวในชีวิตที่อยากจะทำงานออกมาเสมอ แต่พอสิบปีผ่านไป ได้เจอกับเด็กที่ไม่มีเจตจำนงเลย ครูถึงแยกออกว่า อ้อ เด็กทุกวันนี้ว่างเปล่ามาเลย ถ้าจะให้ทำเลยโดยไม่ต้องพูดอะไร คงจะเป็นไปไม่ได้แน่ๆ

ความสร้างสรรค์มีหลายแง่มุม การทำใบไม้ ถ้าเด็กชอบก็ทำต่อไปได้ แต่นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง มันคืองานประดิษฐ์ แต่การระบายสี เราใช้สีน้ำ ไม่ใช่แค่เพราะว่าเชื่อมโยงกับธาตุน้ำ แต่มันโปร่งแสงด้วย ถ้าใช้สีโปสเตอร์จะทึบแสง ซึ่งเราไม่รู้สึกว่า เราหายใจไปกับรูปได้ แต่สีน้ำ มองไปที่รูป เรารู้สึกว่า “เราหายใจได้” เราเข้าไปยืนแล้วมีสีวิ่งอยู่รอบตัวพวกเราได้ แต่ถ้าเป็นสีโปสเตอร์ มันสดก็จริง แต่ว่ามันหนักมากเลย ในทัศนะของการแพทย์มนุษยปรัชญา