วิธีตอบคำถามเจ้าหนูขี้สงสัย

การรักษาโลกแห่งจินตนาการให้อยู่กับเค้าให้นานที่สุดจะทำให้เค้ามองเห็นว่าโลกนี้ดีงาม และเกิดความมั่นคงปลอดภัยในใจและไว้วางใจโลกได้เมื่อเค้าโตขึ้น

จินตนาการคือสิ่งล้ำค่า

ทุกวันศุกร์เว้นศุกร์ที่โรงเรียนไตรพัฒน์จะมีกิจกรรม “เลี้ยงลูกไปด้วยกัน” ที่ช่วย support ผู้ปกครองอนุบาล ให้มีแนวทางในการเลี้ยงลูกที่สอดคล้องกับวิถีการศึกษาวอลดอร์ฟ

ในศุกร์ที่ 20 ธ.ค. 67 พ่อแม่อนุบาลและคุณครูมาร่วมกันเรียนรู้วิธีตอบคำถามเจ้าหนูจำไม ในหัวข้อ “หนูน้อยทำไม…ลูกขี้สงสัย”เด็กเล็กๆ มักจะมีคำถามมากมายเพราะเขาต้องการเรียนรู้โลก พ่อแม่อย่างเราก็มักจะสวมบทบาทผู้ทรงภูมิตอบคำถามลูกด้วย Fact หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพราะนอกจากเราจะคิดว่าลูกจะได้ความรู้แล้ว เรายังแอบซ่อนความรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่คิดว่า “เรานี่เป็นพ่อแม่ที่ดี ที่เก่งจังเลยนะ ลูกอยากรู้อะไรเราตอบได้หมด 😏”

เด็กวัย 0-7 ปี ยังอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ

การรักษาโลกแห่งจินตนาการให้อยู่กับเค้าให้นานที่สุดจะทำให้เค้ามองเห็นว่าโลกนี้ดีงาม และเกิดความมั่นคงปลอดภัยในใจและไว้วางใจโลกได้เมื่อเค้าโตขึ้น

แต่ในโลกของเด็ก วัย 0-7 ปี เด็กยังอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ ยิ่งลูกเล็ก โลกของลูกยิ่งเหมือนอยู่ในความฝัน สภาวะสำนึกเค้ายังอยู่ในความฝัน หรือกึ่งหลับกึ่งตื่นในช่วงใกล้ 7 ขวบ การพยายามรักษาโลกแห่งจินตนาการให้อยู่กับเค้าให้นานที่สุดจะทำให้เค้ามองเห็นว่าโลกนี้ดีงาม และเกิดความมั่นคงปลอดภัยในใจและไว้วางใจโลกได้เมื่อเค้าโตขึ้น แล้วเราควรจะตอบคำถามลูกอย่างไรล่ะ?

สิ่งที่เด็กต้องการคือปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ การตอบสนองที่ใส่ใจ น้ำเสียง ท่าทาง และคำตอบที่ไม่พรากเค้าออกจากโลกแห่งความฝัน คือสิ่งสำคัญกว่าความเป็นจริงหรือคำตอบทางวิทยาศาสตร์

เรามาดูตัวอย่างการตอบคำถามกันนะ

“ต้นไม้หิวน้ำ แล้วคุยกัน ก้อนเมฆได้ยินเข้าเลยแบ่งปันน้ำลงมาเป็นฝนให้ต้นไม้”

ตอบแบบที่ 1 : ตอบแบบจินตนาการ
ลูก : ทำไมฝนถึงตกคะ
พ่อ 1 : ต้นไม้หิวน้ำ แล้วคุยกัน ก้อนเมฆได้ยินเข้าเลยแบ่งปันน้ำลงมาเป็นฝนให้ต้นไม้

ตอบแบบที่ 2 : กระตุ้นจินตนาการ คือส่งคำถามกลับไปถามลูกอีกที
แม่ 2 : แล้วลูกคิดว่าฝนตกเพราะอะไรจ๊ะ

ตอบแบบที่ 3 : เบี่ยงประเด็น
พ่อ 3 : ลูกลองฟังดูซิว่าท้องฟ้าเค้ากำลังคุยกันว่าอะไร

หรือถ้าคำถามอยู่ในลักษณะแฟนตาซีมาก เช่น แม่ครับก๊อตซิล่ามีจริงมั้ย?คุณพ่อคุณแม่อาจจะตอบจากประสบการณ์ เช่น แม่ไม่เคยเห็นนะจ๊ะ … ตอบเท่านี้ก็พอจ้ะ

แต่ถ้าคำถามบางคำถามทำให้พ่อแม่อึ้ง! เช่น คำถามเกี่ยวกับความตาย เด็กจะรู้จักว่าความตายคือการจากพรากจริงๆ เมื่ออายุ 9-10 ขวบ ถ้าเด็กเล็กกว่านั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะเล่านิทานเกี่ยวกับหนอนดักแด้ที่กลายเป็นผีเสื้อ นี่คือหนทางไปสู่คำตอบในเรื่องความตายที่งดงาม

หัวใจสำคัญในการตอบคำถามลูกคือการเติบให้เด็กสามารถเชื่อมโยงตัวเขากับโลกที่เค้าดำรงอยู่ และไม่ต้องตอบยาวเกินไป

หัวใจสำคัญในการตอบคำถามลูกคือการเติบให้เด็กสามารถเชื่อมโยงตัวเขากับโลกที่เค้าดำรงอยู่ และไม่ต้องตอบยาวเกินไป ลองคิดดูว่า ถ้าเด็กถามว่า ทำไมฝนตก แล้วคุณพ่อคุณแม่ตอบว่า “เพราะความชื้นในอากาศทำปฏิกิริยาควบแน่น เลยกลั่นออกมาเป็นฝน” เด็กเล็กๆ คงงงน่าดู อะไรคือ “ความชื้น” “ควบแน่น” คืออะไร และเจ้า “กลั่น“ นี่หน้าตาเป็นยังไง 😅 เด็กๆ ถูกสร้างจากประสบการณ์ไม่ใช่ข้อมูล สมองที่กำลังสร้าง สร้างจากการเคลื่อนไหว และประสาทสัมผัส กล้ามเนื้อสัมพันธ์กับสมอง การนั่งคุยและให้ข้อมูล เด็กจะเก็บความรู้นั้นเอาไว้ แต่ไม่สามารถนำมันออกมาใช้ได้ และที่สำคัญข้อมูลเหล่านั้นจะกลายเป็นความเชื่อของเด็ก

สรุป เทคนิคการตอบคำถามลูก

  1. ฟังอย่างตั้งใจ ฟังให้ได้ยินว่าลูกถามอะไร ฟังอย่างมีสมาธิ และอย่าพูดแทรก
  2. ฟังโดยใช้ภาษากาย เช่น สบตา ตอบรับ ส่งเสียงที่แสดงถึงการรับรู้ เช่น อืม อ๋อ จ้ะ แล้วยังไงต่อจ๊ะ ฯลฯ การมีปฏิสัมพันธ์ทำให้ลูกรู้ว่าเราสนใจสิ่งที่เค้าพูดจริงๆ
  3. วิธีตอบแบ่งเป็นสี่แบบ
    • ตอบตามจินตนาการ เราสามารถสร้างเรื่องที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและสิ่งของรอบตัว เพราะเด็ก ยัง connect กับสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้ใหญ่ สรรพสัตว์ต้นไม้ใบหญ้า รวมถึงของเล่น ล้วนมีชีวิตในจินตนาการของเด็ก
    • ตอบแบบกระตุ้นจินตนาการ โดยส่งคำถามกลับไป เช่น ลูกคิดว่ายังไงจ๊ะ อ๋อ…อย่างนั้นเหรอ อืม…อย่างงี้เอง
    • บางคำถามลูกอาจจะไม่ต้องการคำตอบในเวลานั้น เราอาจจะชวนเขาไปทำบางอย่างเพื่อค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง เช่น ทำไมต้องเก็บของเล่น เราก็ชวนเขาไปช่วยกันเก็บ แล้วบ้านที่สะอาดเรียบร้อยก็จะเป็นคำตอบให้เค้าเอง
    • เบี่ยงประเด็นในการตอบ เป็นการเปลี่ยนจุดโฟกัส เช่น คำถามที่ตอบยาก อย่างเรื่องความตาย เรื่องเพศ เรื่องความขัดแย้ง อาจจะตอบด้วยการเล่านิทานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆ ข้อควรระวังคือ อย่าเบี่ยงประเด็นไปมากจนทำให้เด็กรู้สึกว่าคำถามของเขาไม่สำคัญ

สิ่งที่ต้องตระหนักเสมอ คือ

  1. เด็กวัยอนุบาล และก่อนอนุบาล ยังอยู่ในโลกของจินตนาการ
  2. คำตอบนั้นๆ จะส่งผลเสียหรือผลดีมากกว่ากัน การให้ข้อเท็จจริงที่เร็วเกินไปจะทำให้เด็กไม่ลงมือทำ willing หรือเจตจำนงในการลงมือทำจะลดลง เพราะเด็กไปใช้ฐานหัว (ที่ต้องพัฒนาตอน อายุ 14-21 ปี ) มากกว่าฐานกาย (ที่ต้องพัฒนาในช่วงอายุ 0-7 ปี) การสะสมข้อมูลความรู้ตั้งแต่เด็กจะทำให้เด็กไม่เกิดความอัศจรรย์ใจเมื่อเวลาที่เขาพบมันด้วยตัวเอง เพราะถูกความรู้ที่ได้รับจากคำบอกเล่าปิดกั้นความสามารถในการสังเกตและความอยากเรียนรู้ของเด็ก
  3. มองให้ทะลุว่าเด็กต้องการอะไรกันแน่ เขาอาจจะไม่ต้องการคำตอบจริงจัง เขาแค่อยากคุยกับพ่อแม่หรือผู้ดูแล เพราะเขารักและต้องการมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

สรุป

การที่คุณพ่อคุณแม่พยายามโอบอุ้มลูกน้อยไว้ในโลกจินตนาการให้นานที่สุด ทำให้เด็กมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ว่าเขาอยู่ในโลกที่ทุกสรรพสิ่งเป็นเพื่อนกับเขา ดูแลเขาการที่ลูกตระหนักด้วยหัวใจว่าโลกนี้ดี จะทำให้เขาเติบโตอย่างมีพัฒนาการที่ดี และวางใจต่อโลก เมื่อยามที่เขาโตขึ้นแล้วพบกับความทุกข์ เขาจะเชื่อมั่นว่าโลกและสรรพสิ่งจะดูแลเขาให้เขาสามารถก้าวผ่านความทุกข์และอุปสรรคต่างๆ ไปได้

รักลูก รักษ์โลกจินตนาการของลูก เพื่อมอบความมั่นคงภายในให้กับทั้งชีวิตของลูก

แม่จันทร์ บันทึก🍄

ขอบคุณจากหัวใจ

เนื้อหาและภาพประกอบจาก จินตนาการคือสิ่งล้ำค่า, แม่จันทร์ บันทึก, โรงเรียนไตรพัฒน์, เพจ ชุมชนไตรพัฒน์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • Line : @tripatschool
  • ☎ 085-994-8298, 02-159-0702 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9:00-15:00 น. (เว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ติดตามข่าวสารโรงเรียนได้ที่

  • Line : @tripatschool
  • Facebook : https://web.facebook.com/tripatwaldorf